2004/Jun/06

บางคนที่รักมากมายสุดท้ายก้ต้องไป
เราไม่ควรจะไปตั้งอะไรกับคนอื่น
เพราะสุดท้ายต่างคนก็ต่างไป

คนที่วันนี้บอกว่ารักมากมาย
วันต่อไปกลับบอกว่าไม่ได้รัก
คนที่บอกว่าชั้นจะรักเธอคนเดียวไม่มีวันลืม
วันนี้ยังเห็นไปเดินกับคนอื่น

โอยๆๆคุณๆๆก็รู้ว่าอะไรมันเป็นอ่ะไร

เมื่อวันวานยังดีๆๆกันอยู่
วันนี้กลับตายจาก

สิ่งในโลกนี้ล้วนหลอกลวง
มีบางสิ่งที่จิง แต่ก็เท่านั้นเพราะทุกอย่างล้วนเป็นมายา
ลองคิดดูนะคนสวยๆมักมีปัญหาบางอย่าง
ที่ยากอธิบาย แต่ใครสนล่ะ
เราก็เเค่มองแต่ข้างนอกเท่านั้น
บางคนเวลาดำโคตรเสี่ยวเลย
แต่พอขาวขึ้นมามันกลับสวย
บางคนเวลาอ้วนก็งั้นๆ
บางคนถึงกะขี้เหร่
พอมันผอมกลับกลายเป็นว่า สวยวะ
คนเดียวกันรึเปล่าฟะ

เห็นมะถ้าจะบอกว่าเกณการตัดสินมันตั้งจากอะไร
ไม่มีใครรู้ เราต่างตัดสิ้นกันเอง
ตามความพอใจของเรา

เอ้างั้น! ถ้าบอกว่าทุกคนสวย-หล่อ
จะถูกกว่าไหม ลองดูนะ

บางคนก็น่ารักดีอ่ะ
บางคนก็สวย
บางคนเรียนเก่ง
บางคนเรียบร้อง
บางคนเฮฮา
บางคนรักสนุก
ก็ล้วนแต่มี คนรัก
คนชอบ คนตามจีบ
 และอีกนั่นแหละคนไม่สวยก็น่ารักได้
คนอ้วนก็สวยได้
คนเสียโฉมยังดูน่ารักได้เลย
ก็เพราะว่ามันล้วนขึ้นอยู่กับการแสดงออกทั้งสิ้น
เพราะคนเหล่านี้ยังไง้ยังไงก็ต้องมีคนรัก
มีคนจีบ
เห็นยังง่ะ อาจเป็นเสน่ห์มั้ง
เค้าถึงบอกว่า คนมักมองแค่เปลือกนอก
แต่มันไม่ใช่แค่รูปร่างหน้าตานะ
แต่มันหมายถึงการสื่อสารที่ตัวคุนส่งให้ผู้อื่นด้วย

ถ้าไม่เชื่อคุณเคยเจอคนโกหกไหมล่ะ
ถ้าคนๆนั้นเป็นอาจารย์ซึ่งโกหก
แต่อยู่ภายใต้ภาพลักษณ์เป็นที่นับหน้าถือตา
เปรียบกับคุณที่เป็นแค่เด็กซนๆๆเท่านั้น
เเล้วคิดว่าเค้าจะเชื่อใคร

Comment

Comment:

Tweet


ความจริงบางอย่างยากที่จะให้ทุกคนเชื่อ
ขอบพระคุณมากค่ะ
สำหรับบทความบทนี้
#17 by (118.172.37.252) At 2009-04-26 12:15,
อือนั่นสินะ สำหรับเรื่องนี้ มันไม่ใช่เรื่อง"หลอกลวง"หรอกครับ ประเด็นสำคัญของหัวข้อนี้มี2ประเด็นครับ ประเด็นแรกคือ "งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกลา" และประเด๋นที่สองคือ "การที่บอกว่าทุกอย่างนั้นล้วยแต่เป็นภาพมายามันก็ถูกครับ แต่ในความเป็นภาพมายานั้น มันก็มีเป็นความเป็นจิงของการเป็นภาพมายา"
แต่ว่าในความเป็นภาพมายานั้น มันก็มีทั้งสองด้าน คือด้วนดีและด้านไม่ดี ซึ่งพูดง่ายๆคือ มีทั้งความสุขและความทุกข์ นั่นเอง แต่เราจะให้ภาพมายาเป็นด้านไหนล่ะ ก็ขึ้นอยู่กับตัวเราว่าจะเลือกด้านไหนมิใช่หรือครับ แต่ทั้งหมดนี้ ทั้งความสุขและความทุกข์ที่เป็นภาพ มันก็ต้องมีวันเลิกลา นั่นแหละเพราะงานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกลา ซึ่งก็หมายความว่า มีความสุขได้ก็มีสามารถไม่มีได้ และมีความทุกข์ได้ก็สามารถไม่มีได้เช่นกัน แต่ทว่า เราจะรับเอาภาพมายาเหล่านั้นซึ่งมีผลโดยตรงกับ ประสาทสัมผัสต่างๆ และจะส่งผลกระทบต่อความคิดและจิตใจ โดยการเลือกรับภาพมายาด้านไหนก็ขึ้นอยู่กับตัวเราเอง มันก็เท่านี้แหละครับถ้าเป็นไปได้ อยากให้ทุกคนนั้น จัดงานเลี้ยง(ภาพมายา)ด้านดีกันครับ(ปล.เพราะดีกว่าด้านไม่ดี ยังไงล่ะ ก็แล้วแต่ละคนจะเลือกละกันนะครับ ช่วยพิจราณาด้วยนะ)
#16 by ผมเกรียนคับ (125.26.119.90) At 2009-03-22 00:05,
#15 by (118.175.183.85) At 2008-10-29 18:09,
สุรชัย วันเชื้อ คือคนที่ผู้หญิงอย่าไว้ใจ
#14 by ขี้เหร่ (61.19.65.186) At 2007-12-07 18:44,
ไอ้คนหลอกหลวงทำร้ายจิตใจ โกหกหน้าตายหน้า ชื่อไอ้มด ชื่อจริง สุรชัย วันเ
#13 by (61.19.65.186) At 2007-12-07 18:43,
สุรชัย วันเชื้อ คือคนที่ผู้หญิงอย่าไว้ใจ
#12 by (61.19.65.186) At 2007-12-07 18:33,
โกหกหน้าตายเป็นผู้ชายที่ชื่อ สุรชัย วันเชื้อ เกิดมาเป็นแต่ใจเป็น..มา



#11 by เจ็บมาก (61.19.65.186) At 2007-12-07 18:32,
รักคือสิ่งที่ไม่แน่นอน เจ็บมาก และจะค่อยจางหายไป
#10 by พรนภา (61.19.65.186) At 2007-12-07 18:30,
เรื่องของการทรงเจ้าเท่าที่พบเท่าที่เห็นในปัจจุบันก็ยังมีการถกการเถียง กันว่ามีเจ้ามาเข้าทรงจริงหรือเปล่า? หรือคนไปทรงเจ้า แต่เรื่องราวที่จะเล่า ต่อไปนี้เป็นเรื่องจริงประสบการณ์จริงๆที่ได้รับรู้มาจากศาลเจ้าต่ายเต๊เอี๋ย จังหวัดระนอง ด้วยการที่เข้าไปหาข้อมูลเรื่องนี้จากศาลเจ้าต่ายเต๊เอี๋ยและจากที่เห็นและรู้มาด้วยตัวเองว่า "คนทรงเจ้า" กับ "เจ้าทรงคน" นี้มันแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
"เจ้าทรงคน" ก็คือคนที่มีเจ้ามาเข้าทรงจริงๆ คนทรงมีการปฎิบัติตัวดีจริง จิตใจดีจริง เป็นคนคิดดีพูดดี ไม่มีอิจฉาริษยา ซึ่งจะมาในลักษณะของพลังงานแฝงที่ไม่สามารถเห็นได้เป็นญาณเป็นพลังงาน มาเชื่อมจิตมาเชื่อมใจ สามารถที่จะสั่งให้สังขารของร่างทำอะไรได้ทุกอย่าง ไม่ว่าจะเสียบเหล็กที่แหลมคมลงบนร่างกายเป็นสิบเล่ม ก็ไม่เป็นไร ซึ่งการกระทำดังกล่าวตามความเชื่อเล่าว่าเป็นการรับทุกข์รับเคราะห์หรือสะเดาะห์เคราะห์ให้กับผู้เข้าร่วมถือศีล กินเจ โดยผ่านสังขารของม้าทรง หรืออีกนับหนึ่งคือการถ่ายบาป ถ่ายกรรมให้กับคนทรง ซึ่งจะเห็นได้จากที่จังหวัดภูเก็ต หรือจังหวัดพังงา หรือ ตรัง ซึ่งเป็นประเพณีปฎิบัติโบราณมานานนับร้อยปี
"คนทรงเจ้า" ก็คือการเข้าทรงที่เหมือนกับการแสดง กล่าวคือในสังขารของคนทรงคนนั้นไม่มีเจ้าไม่มีพลังงานแฝงอยู่ในร่างกายเลย เป็นคนล้วนๆ แต่อยากจะเป็นคนทรงก็เลยอุปโหลกและตัดชุดพระกันมาใส่ด้วยความคิดที่ว่าเป็นแล้วคนจะเข้ามากราบเข้ามาไหว้ เป็นแล้วโก้ โชว์ผู้หญิงอะไรทำนองนี้ ซึ่งคนทรงเหล่านี้ส่วนใหญ่จะเป็นวันรุ่นในระนองที่ยังไม่เข้าใจพิธีกรรมฯคิดว่าเป็นเรื่องสนุกสนาน เป็นแฟชั่น ซึ่งจากคำบอกเล่าของผู้รู้ในศาลเจ้าต่ายเต๊เอี๋ยบอกว่า ในระบบและขั้นตอนของการทรงเจ้าจะมีขั้นตอนดังนี้ คือ ถ้ามีใครที่อยากจะเป็นคนทรงเจ้าก็ให้เข้าไปบอกแล้วเขาก็จะดูลักษณะว่าจะเป็นได้หรือไม่ ถ้าได้เขาก็จะบอกว่าจะให้แสดงลงเป็นพระองค์ไหน หรือไม่ก็ถามว่าชอบพระองค์ไหนมีความรู้เรื่องพระองค์นี้มาบ้างหรือไม่ถ้าไม่มีเขาก็จะสอนให้ หลังจากนั้นก็จะมีการฝึกลักษณะท่าทางของพระองค์นั้นให้ หรือไม่ก็ให้ไปศึกษาไปหาไปดูมาจากตะกั่วป่าบ้าง ภูเก็ตบ้าง ที่เขาลงกันจริงๆ แล้วจำมามาฝึกท่าฝึกทางกันที่บ้านบ้าง ศาลฯบ้าง จนเห็นว่าชำนาญ ส่วนภาษาจีนก็ให้ฝึกเรียน ฝึกเขียนเอาถ้าขยัน หรือบางคนที่รู้มากก็เร็วหน่อยเพราะได้ฝึกท่าฝึกทางมาบ้างแล้วพอชำนาญ และถึงเวลามีงานก็มาเล่นละครโชว์กัน ซึ่งขั้นตอนเหล่านี้จะเป็นความลับภายในของ"คนทรงเจ้า"ที่คนที่เข้าไปไม่ถึงไม่มีสิทธิ์รับรู้เลยเพราะจะมีการกำชับว่าห้ามพูดห้ามเปิดเผยเป็นอันขาด แต่เท่าที่ดูเท่าเห็นมามันก็น่าสงสัยอยู่แล้วว่าเป็นการทรงปลอม เพราะคนทรงเจ้าที่ศาลเจ้าต่ายเต๊เอี๋ยนี้ เวลาทรงดูแล้วไม่เหมือน"เจ้าทรงคน"เลยมองตาก็รู้ ตาของคนชัดๆ ไม่มีลักษณะของการลงทรงเลย ดูแล้วเป็น"คนทรงเจ้า" มากกว่าเพราะลงมาแล้วก็ไม่เห็นจะมีอภินิหารย์ที่จะแสดงให้เห็นเลยว่าเป็นการเข้าทรงจริงๆอย่างที่ตะกั่วป่าหรือภูเก็ตที่มีการใช้เหล็กแหลมทิ่มแทง หรือลุยไฟ ไต่บันไดมีด ซึ่งจากที่เข้าไปสอบไปถามกับคนทรงเหล่านี้บางคนเขาก็บอกให้ฟังเหมือนกันว่าถ้าเข้ามาเป็นมาแสดงแล้วมันเลิกยาก เหมือนขึ้นหลังเสือ แต่จริงๆก็อยากจะเลิกแสดงเหมือนกัน แต่ไม่รู้จะเลิกหรือจะลงจากหลังเสือยังไง เพราะเข้าไปรู้ความลึก แต่ไม่ลับ ของการเข้าทรงลงเจ้าแล้ว ก็เลยต้องจำยอมทนทำไปซึ่งบางทีก็รู้สึกกระดากใจเหมือนกันในเวลาที่มีคนเข้ามากราบมาไหว้ โดยเฉพาะคนแก่ๆ เฒ่าๆ ผมขาวๆ คราวพ่อ คราวแม่ ซึ่งก็รู้สึกตัวเองอยู่ตลอดเวลาว่ากำลังเล่นละครหลอกเขา และที่สำคัญก็กำลังหลอกตัวเอง หลอกพ่อ หลอกแม่ หลอกลูกเมียตัวเองซึ่งบางทีมันก็เหมือนมีกรรม ที่ต้องทำต่อไปโดยที่ไม่รู้ว่าจะได้หยุดได้เมื่อไหร่ หรือจนกว่าจะไม่มีคนเข้าไปกราบเข้าไปไหว้ และก็คิดได้ละอายใจได้สักทีว่าจะมาลงเล่นละครหลอกเขาอยู่ทำไม? แล้วใครละจะเป็นผู้กำหนด นอกจากตัวเองเล่นเองก็คงต้องเลิกเอง หรือ เบื่อไปเอง?
บทความนี้ขอรับรองว่าเป็นข้อมูลจริงและเป็นเรื่องจริงและเป็นประสบการณ์จริงๆ ที่ต้องการให้คนที่เข้าไปไหว้ "คนทรงเจ้า" ได้รับรู้และดูให้ออกว่าแบบไหนคือ "คนทรงเจ้า" และแบบไหน คือ "เจ้าทรงคน"



#9 by เล่าจริง แซ่จัง (124.157.180.194) At 2006-09-07 10:50,
ในความคิดเรานะ
ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย
เมื่อเวลาผ่านไปความจริงย่อมปรากฎ..
ขอให้ทำในสิ่งที่เราคิดว่าจะไม่มาเสียใจภายหลังก็พอแล้วล่ะ..
#8 by Zen () At 2004-06-08 22:41,
ฝีมือ ไม่ถึงหรอกค่ะ
สนุกที่ได้แชร์ความคิด
#7 by l2eALmInl) At 2004-06-06 23:25,
ได้ค่ะ ขอบคุณมากๆเลยค่ะ
#6 by l2eALmInl) At 2004-06-06 23:24,
ได้ค่ะ ขอบคุณมากๆเลยค่ะ
#5 by l2eALmInl) At 2004-06-06 23:24,
ยินดีที่รูจักเหมือนกันก้ะ !! น่าจาไปเขียนหนังสือนะเนี่ย เหอๆๆ
#4 by suicide At 2004-06-06 23:00,
ขอทำ quote ไปนะ ประเด็นน่าสนใจดี
#3 by มาสเตอร์แชมป์ At 2004-06-06 22:57,
ใช่ค่ะบางอย่างก็ยากที่เข้าใจ

ขอบคุนนะค่ะที่เข้ามาอ่าน
#2 by l2eALmInl) At 2004-06-06 22:53,
เป็นบางอย่างที่บอกไม่ได้ด้วยคำพูดนะฮะ
#1 by Pocky () At 2004-06-06 22:36,